จากเด็กที่เคยขีดแดช (-) ในช่องความสามารถพิเศษ สู่การค้นพบคุณค่าของตัวเองผ่านสมการ What x How x Why และประสบการณ์ทำงานท่ามกลาง 200 กรุ๊ปไลน์
เพราะ ‘ความอยากทำ’ หลอกให้เราวิ่งไล่ล่า แต่ ‘คุณค่าในใจ’ ต่างหากคือสิ่งที่จะดึงเรากลับมาตั้งหลัก
น่าแปลกนะคะที่เราใช้เวลาเรียนหนังสือกันเป็นสิบปี แต่กลับไม่มีวิชาไหนสอนวิธีตอบคำถามที่ยากที่สุดในชีวิตอย่าง “เราอยากทำอะไรกันแน่?”
ลองย้อนภาพกลับไปในอดีตตอนที่ฉันยังใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประจำนานถึง 6 ปีเต็ม ตั้งแต่มัธยม 1 จนถึงมัธยม 6 สิ่งแวดล้อมในตอนนั้นทำให้ฉันมีโอกาสได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ เพื่อค้นหาตัวเองไม่มากนัก ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคือ ทุกครั้งที่ต้องกรอกเอกสารประวัติส่วนตัว ด้ามปากกาในมือจะเกิดอาการลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจบลงด้วยการลากเส้นตรงสั้นๆ หรือการ ขีดแดช (-) ทิ้งไว้ในช่อง “ความสามารถพิเศษ” เพราะฉันไม่รู้จริงๆ ว่าจะใส่อะไรลงไป
เมื่อเติบโตขึ้นมาสู่วัยทำงาน ฉันจึงเริ่มกระโจนเข้าใส่ทุกกิจกรรมที่ขวางหน้าเพื่อชดเชยช่องว่างที่หายไปในวัยเด็ก ฉันอยากลองทำทุกอย่างที่ขยับเข้าใกล้ทำเนียบคำว่า Passion ในยุคนี้ โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางหลงทิศหลงทางครั้งใหญ่
มหกรรมลองผิดลองถูก: เมื่อสิ่งที่ ‘อยากลอง’ ไม่ใช่สิ่งที่ ‘ใช่’
จุดเริ่มต้นของการค้นหาตัวเองเปิดฉากขึ้นอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางความเวิ้งว่างของท้องทะเลในการ เรียนดำน้ำครั้งแรก (Open Water) ฉันจำความสุขแปลกใหม่และเสียงเต้นของหัวใจตัวเองได้ดี มันมีความรู้สึกบางอย่างถูกจุดประกายขึ้นมา จนอยากกลับไปสัมผัสมันอีกครั้ง
หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มตกลงไปในกับดักความอยากทำตามเทรนด์สังคม ฉันพาตัวเองไปนั่งเรียนทำขนมในสตูดิโอชื่อดัง ทุกอย่างที่นั่นง่ายไปหมด เพราะวัตถุดิบถูกชั่งตวงวางเรียงไว้ให้พร้อมสรรพ แต่พอกลับมาลองซื้อแป้งสำเร็จรูปมาทำเองที่บ้าน ตอกไข่เพิ่มตามวิธีข้างกล่อง ผลลัพธ์กลับกลายเป็นขนมรสชาติจืดชืดที่ไม่อร่อยเอาเสียเลย
เมื่อรู้ตัวว่าห้องครัวอาจไม่ใช่คำตอบ สัญชาตญาณจึงดึงฉันกลับไปหาท้องทะเลอีกครั้ง ฉันตัดสินใจอัปเลเวลแบกอุปกรณ์ แล้วทิ้งตัวดิ่งลงสู่ความลึกที่มากกว่าเดิมเพื่อ เรียนดำน้ำเป็นครั้งที่ 2 ในระดับ Advance Open Water
วินาทีที่ร่างกายจมลงใต้ผิวน้ำลึก สิ่งที่เข้ามากระทบใจทันทีคือ “ความเงียบ” มันคือความเงียบงันระดับที่ได้ยินเพียงจังหวะลมหายใจของตัวเองผ่านอุปกรณ์ Regulator รอบตัวมีเพียงสีครามของมหาสมุทรและอิสระในการเคลื่อนไหวที่ไร้แรงดึงดูด
และภาพจำที่สลักลึกที่สุดคือช่วงเวลาที่ต้องลอยตัวนิ่งๆ ใต้ผิวน้ำประมาณ 5-10 นาทีเพื่อทำ Safety Stop ก่อนจะขึ้นฝั่ง วินาทีที่หัวโผล่พ้นเหนือน้ำ ลมทะเลปะทะหน้า ความรู้สึกมันทั้งโล่ง ปลอดโปร่ง และเสียงรอบตัวที่เคยอื้ออึงก็กลับมาคมชัดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
ถึงอย่างนั้น ความกระหายในการค้นหาตัวเองก็ยังไม่สิ้นสุด ล่าสุดฉันยังพาตัวเองไปลงคอร์สเรียนตีเทนนิสอีก แต่จนแล้วจนรอดเมื่อจบชั่วโมงสุดท้าย ฉันก็ยังไม่สามารถตีโต้กับใครได้เลย เพียงเพราะชีวิตการทำงานจริงไม่มีเวลาเหลือพอให้ไปฝึกซ้อม
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันไม่ได้ไม่มีความสุขกับการทำขนมหรือการตีเทนนิสเลย ตรงกันข้าม มันสนุกและเป็นประสบการณ์ที่ดีมากในช่วงเวลานั้น
เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉันเริ่มเข้าใจว่า “สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข” กับ “สิ่งที่อยากเติบโตไปกับมันจริงๆ” อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
การทดลองทำไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเข็มทิศทางความคิด บางครั้งไม่ได้พาเราเข้าใกล้ตัวเองขึ้น แต่กลับทำให้ยิ่งหลงทางกว่าเดิม
หนังสือ วิธีค้นหา “สิ่งที่คุณอยากทำ” ที่ง่ายที่สุดในโลก ของ ยางิ จิมเป จึงเสนอสมการง่ายๆ ที่เปลี่ยนวิธีมองชีวิตของฉันไปเลย:
สิ่งที่ชอบ (What) x สิ่งที่ถนัด (How) x ค่านิยมที่ยึดมั่น (Why) = สิ่งที่อยากทำจริงๆ
ทันทีที่ลองเอาสมการนี้มาส่องย้อนกลับไปในกิจกรรมที่ตัวเองเคยวิ่งไล่ตาม ฉันก็เริ่มเข้าใจว่า ทำไมบางอย่างถึงเป็นแค่ “ความอยากลองชั่วคราว” แต่บางอย่างกลับฝังลึกอยู่ในใจอย่างอธิบายไม่ได้
และสุดท้าย ฉันก็ตกผลึกได้ว่า การค้นหาตัวเองไม่ใช่การวิ่งไล่ลองทุกอย่าง แต่คือการมองย้อนกลับมาว่า อะไรทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าเวลาที่ได้ทำมันต่างหาก
จากวิถีนักสืบใต้น้ำ สู่ความจริงหลังจอมอนิเตอร์
ถ้าจะให้ฉันสารภาพตามตรง… เหตุผลหลักของการเริ่มต้นลุกขึ้นมาเขียนบทความซีรีส์นี้ ไม่ใช่เพราะฉันมั่นใจในตัวเองหรอกค่ะ ในทางตรงกันข้าม มันเริ่มมาจากความจริงที่ว่า “ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตลอดเวลาเกือบ 6 ปีที่ผ่านมา ฉันทำอะไรสำเร็จมาบ้าง”
บ่อยครั้งเวลาที่ฉันลองซ้อมพูดกับตัวเองว่าเราเคยทำอะไรมาบ้าง คิดกลยุทธ์อะไรอยู่ สมองกลับตื้อและคิดไม่ออกซะอย่างนั้น และทุกครั้งที่เปิดดูหน้าจอเว็บไซต์หางาน เห็น Job Description ของตำแหน่งงานที่น่าสนใจ เรดาร์ความกลัวในใจจะรีบกรีดร้องและตั้งคำถามกับตัวเองทันที จนฉันไม่มีความกล้าแม้แต่จะกดปุ่ม Apply
ฉันกำลังติดอยู่ในสภาวะดิ่งลึกใต้น้ำที่มองไม่เห็นทางขึ้น
จนกระทั่งฉันตัดสินใจทำ “Safety Stop” ให้กับความกลัวของตัวเอง
ฉันหยุดนิ่ง แล้วหยิบเอาสมการ What x How x Why มาส่องกล้องมองงานการตลาดออนไลน์ (Online Marketing Executive) ที่ฉันรับผิดชอบอยู่ทุกวันในโลกความจริง เพื่อดูว่าในดงความวุ่นวายนั้น มันมีจิ๊กซอว์ตัวตนของฉันซ่อนอยู่ตรงไหนบ้างไหม
บางคนมี unread message หลักสิบก็เริ่มเครียด
แต่หน้าจอมือถือของฉัน มีกรุ๊ป LINE ทำงานมากกว่า 200 กรุ๊ป
ตัวเลข 200 กรุ๊ปนี้ไม่ใช่เรื่องตลก แต่มันคือสนามรบจริงของการดีลงานกับ Vendor ภายนอกทั้งหมด เนื่องจาก LINE ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกและรวดเร็วที่สุดในพฤติกรรมคนไทย ในขณะที่หลายคนอาจจะรู้สึกหลอนกับเสียงแจ้งเตือนหรือการ Mention ชื่อในแชต แต่สำหรับฉันแล้วมันตรงกันข้าม… วันไหนที่เสียงแจ้งเตือนเงียบเหงา ฉันกลับรู้สึกเหงาด้วยซ้ำไป
เมื่อลองใช้แว่นขยายส่องกล้องลงไปใน 200 กรุ๊ปไลน์นั้น ฉันถึงได้เห็นความสามารถพิเศษของตัวเองที่ชัดเจนที่สุด:
- What (คุณค่าของงานที่ทำ): มันคือการทำหน้าที่ดูแลลูปของพาร์ทเนอร์ตั้งแต่ศูนย์จนถึงร้อย คอยฟูมฟักปั้นโปรดักต์ที่ยังไม่มีใครรู้จัก ให้ค่อยๆ มีตัวตนโลดแล่นและขายได้จริงบนหน้าเว็บไซต์ คอยเป็นด่านหน้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเวลาลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ และคอยเปลี่ยนไอเดียในหัวให้กลายเป็นบรีฟ Artwork หรือบรีฟวิดีโอส่งต่อให้ทีมกราฟิกทำงานได้ง่ายที่สุด
- How (ความถนัดที่ใช้): หวพริบในการประคองคนหลายฝ่ายให้เดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ท่ามกลางเสียงแจ้งเตือนร้อยแปด และความสามารถในการแปลภาษาเทคนิคหรือเงื่อนไขธุรกิจที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นข้อความที่เคลียร์ชัดเจนที่สุดในแชตไลน์เพื่อให้ทุกฝ่ายเอาไปลงมือทำต่อได้ทันที
- Why (ค่านิยมที่ยึดมั่น): ค่านิยมของฉันคือการเป็น “ผู้เชื่อมโยงและขจัดปัญหา (The Facilitator)” ฉันมีความสุขและรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองทุกครั้งที่สามารถประสานรอยร้าว ทลายคอขวดของงาน และทำให้ไอเดียของทุกฝ่ายขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างไร้รอยต่อ
เมื่อถอดสมการในชีวิตการทำงานออกมา ฉันถึงได้ตระหนักว่า ทักษะการประสานงานสิบทิศและการอ่านอินไซต์มนุษย์ผ่านตัวอักษรในแชตไลน์นี่แหละ คือความสามารถพิเศษที่แท้จริงของฉัน
ในวันที่หันกลับไปมองสมุดพกวัยเด็ก ฉันไม่รู้สึกค้างคาใจกับเครื่องหมายแดช (-) ในช่องความสามารถพิเศษนั้นอีกต่อไปแล้ว
การลุกขึ้นมาเขียนถอดบทเรียนนี้ จึงไม่ใช่แค่การรีวิวหนังสือให้คนอื่นอ่าน แต่คือกระบวนการทำ Safety Stop เพื่อดึงเอาตัวตน ความคิด และหลักฐานความตั้งใจของคนทำงานที่ชื่อ “ณนรา” ขึ้นมาเหนือน้ำให้เด่นชัดที่สุด
โรงเรียนอาจไม่เคยมีช่องให้กรอกว่า
“เก่งการประสานคนหลายฝ่าย”
หรือ “อ่านอารมณ์คนจากข้อความในแชต”
แต่โลกการทำงานจริงกลับต้องใช้ทักษะเหล่านี้ทุกวัน
บางครั้ง สิ่งที่เราตามหามาทั้งชีวิต อาจไม่ใช่ Passion ใหม่ที่ไหนเลย แต่มันซ่อนอยู่ในงานที่เราทำทุกวัน จนเคยมองข้ามมันไปต่างหาก
และช่องความสามารถพิเศษที่เคยถูกขีดแดช (-) ในวันนั้น อาจไม่ได้แปลว่าเราไม่มีอะไรพิเศษ… แค่ตอนนั้น เรายังไม่มีภาษามากพอจะอธิบายตัวเองค่ะ
Nanara P.



No responses yet